Passive Trading คืออะไร?

Passive Trading คือ

Passive Trading คือระบบเทรดที่นำเอาคอนเซปต์ของ All weather Story ของ Ray Dalio มาใช้ในตลาด Forex โดย Passive Trading จะเป็นระบบที่เราไม่ต้องทำการวิเคราะห์มาก แต่ใช้ประโยชน์จากความต่างของการเคลื่อนไหวของราคาในแต่ละช่วง เรียกว่า Environmental Biases ซึ่งเสนอโดย เร ดาลิโอ

ที่มาของระบบ Passive Trading

แนวคิดของ All weather Story

ที่มาของระบบ Passive Trading เริ่มจาก ผู้จัดการกองทุนของเรา ได้ศึกษาแนวคิดของ Ray เกี่ยวกับ All weather Story

Ray Dalio ได้เผยแพร่การลงทุนที่สามารถอยู่ได้ทุกสภาพแวดล้อม หรือเรียกว่า All weather Story ในเว็บของ Bridgewater ซึ่ง แนวคิดของเขาเริ่มแรกจาก การที่เขาได้บริหารจัดการความเสี่ยงให้กับลูกค้าเจ้าใหญ่อย่าง McDonal ที่เริ่มกังวลว่า การที่เนื้อไก่ขึ้นราคาจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจเบอร์เกอร์

เมื่อราคาเนื้อไก่เพิ่มขึ้นก็เลยเป็นความเสี่ยงของธุรกิจของ McDonal ที่จะต้องขึ้นราคาสินค้า แต่การจะทำแบบนั้นจะกระทบกับยอดขาย McDonal เพราะว่าถ้าราคาสินค้าเพิ่มยอดขายจะลดลง จึงไม่ใช่ทางแก้ปัญหาที่แท้จริง

McDonal จึงแสวงหาคำปรึกษา จาก Ray ซึ่งตอนนั้นเป็นผู้จัดการกองทุน (Hedge Fund manager) อยู่แล้ว เพื่อที่จะหาทางออก หลังจากที่ได้รับฟังปัญหา Ray ได้ไปครุ่นคิดหาทางออก พร้อมกลับมากับข้อเสนอว่า ในตลาดลงทุน แม้ราคาเนื้อไก่จะไม่มี Futures ให้เทรด แต่ตลาดอาหารไก่มี Futures

อธิบายเพิ่มเติม: สำหรับใครที่ไม่เข้าใจตรงนี้ กลยุทธ์ที่พวกกองทุนใช้กันคือ การ Hedging นั่นคือ ถ้าราคาไก่ขึ้นและถ้ามีสัญญา Futures เนื้อไก่ พวกเขาสามารถถือ Buy ราคาเนื้อไก่ได้ พอราคาเนื้อไก่ขึ้น McDonal จะกำไรจาก Futures และขาดทุนจากการไม่เพิ่มราคาแฮมเบอเกอร์ให้ลูกค้า กำไรและขาดทุนจะชดเชยกัน แต่ถ้าราคาเนื้อไก่ลดลง McDonal จะขาดทุน Futures เนื้อไก่ แต่ก็ได้ต้นทุนไก่ในการทำแฮมเบอร์เกอร์หรือไก่ทอดที่ถูกลง ทำให้กำไรในการขายไก่ทอดและแฮมเบอร์เกอร์เพิ่มขึ้น เรียกว่า ชดเชยกันไปไม่มีความเสี่ยงจากความผันผวนราคา แต่ในความเป็นจริง สัญญา Futures เนื้อไก่ไม่มีอยู่ในโลกการลงทุน แล้วจะทำยังไงหล่ะ? 
Passive Trading คือ
จุดเริ่มต้นแนวคิดระบบ Passive Trading อ่านฉบับเต็มที่ bridgwater.com

Ray ไปนั่งคิดใคร่ครวญและกลับมาพร้อมกับคำตอบที่ว่า ถ้าเขามองอะไรเป็นอย่างเดียวมันจะแก้ยาก เขาเลยทำการแกะมันออกเป็นส่วน ๆ นั่นคือ

ราคาเนื้อไก่ = ราคาลูกเจี๊ยบ + ราคาถั่วเหลือง + ราคาข้าวโพด + ค่าแรง

Ray บอกว่า ราคาลูกเจี๊ยบ กับราคาแรงงานเลี้ยงไก่เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงเท่าไหร่ แต่ราคาข้าวโพด กับถั่วเหลือง มีความผันผวนสูง

และราคาข้าวโพดกับราคาถั่วเหลืองมีตลาด Futures ที่สามารถใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ลดความเสี่ยงของราคาเนื้อไก่ได้ มันก็ไม่แตกต่างจากการซื้อไก่

และนั่นเป็นคำแนะนำที่ทำให้ McDonal แก้ปัญหาราคาเนื้อไก่ไม่คงที่ได้อย่างได้ผล ทำให้ Ray มีชื่อเสียงขึ้นและได้รับความไว้วางใจจากหน่วยงานหลายหน่วยงานในการบริหารกองทุนทำให้กองทุนมีขนาดใหญ่มากขึ้น

ข้อสังเกตุ:

  1. สิ่งที่เน้นย้ำตรงนี้คือ การลงทุนควรจะแยกผลตอบแทนรวมออกเป็นผลตอบแทนของสิ่งต่าง ๆ ว่ามีส่วนประกอบใดบ้าง เช่น ราคาเนื้อไก่ = ข้าวโพด ถั่วเหลือง ค่าแรง ราคาลูกเจี๊ยบ
  2. ผลตอบแทนของการลงทุนก็ประกอบด้วย = ราคาหุ้น ราคาพันธบัตร ราคา forex ราคาตราสารหนี้

สิ่งเหล่านี้มันทำให้เรามองย้อนกลับไปที่ เราได้มองมันตรงไปตรงมาหรือเปล่า หรือว่ามองมันในภาพรวมเพียงอย่างเดียว

แนวคิดสภาพแวดล้อมของการลงทุน

Ray กล่าวในการบริหารการเงิน และเป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้กับบริษัทหนึ่งว่า ไม่ว่าตลาดใดก็ตาม จะมีความโน้มเอียง ของตลาด หรือความลำเอียงของตลาด เช่น ในช่วงที่เศรษฐกิจเติบโต ตลาดหุ้นจะราคาสูง ขณะที่เวลาที่ตลาดขาดความเชื่อมั่น อัตราดอกเบี้ยจะเติบโตดี เพราะคนไม่อยากลงทุน ไม่อยากเสี่ยงกับหุ้น

แนวคิดของสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน หุ้นหรือพันธบัตรเคลื่อนไหวแตกต่างกัน

นั่นหมายความว่า ไม่ว่าตลาดใด ย่อมมีเวลาของตัวมันเอง Ray ได้นำเสนอ Trading Block ที่ทำการหาผลิตภัณฑ์ มาใส่ในแต่ละ Block โดยทำการกำหนดเป็นสถานการณ์ คือ สถานการณ์เศรษฐกิจเติบโต (Growth) และสถานการเงินเฟ้อ ความคาดหวังของตลาดเป็นอย่างไร โดยจะเอาชื่อสินค้าทางการเงินไปใส่ในช่องทางแบบนั้น ว่า ถ้าหากเศรษฐกิจเติบโต อะไรขึ้น อะไรลง และช่วงเงินเฟ้อขึ้น อะไรขึ้น แล้วอะไรลง

All weather story คือ

แนวคิดแบบนี้หมายความว่า ตลาดแต่ละตลาดย่อมมีช่วงเวลาเป็นของตัวเอง และไม่ซ้ำกัน แตกต่างกัน

ข้อสังเกตุ:

  1. ด้วยหลักการนี้ ในการจัดการพอร์ตลงทุน ควรจะต้องมีการจัดตามความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ โดยที่มันต้องไม่เคลื่อนไหวไปพร้อมกัน เพื่อจะได้ชดเชยความเสี่ยงกัน เช่น ถ้าลงทุนในหุ้น ช่วงที่หุ้นขึ้น ดอกเบี้ยก็จะถูก ชดเชยกันไป แล้วขายทำกำไรหุ้น แล้วไปช้อนตราสารการเงินที่ดอกเบี้ยถูกเพื่อรอเวลาที่ดอกเบี้ยแพง
  2. การลงทุนแบบนี้ คือ การหาผลิตภัณฑ์ และมีความเฉพาะโดดเด่นสถานการณ์ทุกรูปแบบ นั่นคือ กลายมาเป็นแนวคิดของ Passive Trading ซึ่งน้องเป็ดยืมชื่อมาจาก Passive Fund index คือกองทุนที่ติดตามการเคลื่อนไหวของตลาด

พัฒนาสู่แนวคิดของระบบ Passive Trading

จากข้อ สังเกตุ 2 ข้อ โดยข้อแรก เราจะพบว่า ผลตอบแทน หรือกำไรของพอร์ตลงทุนของเรา มาจากกำไรของการเทรดหลาย ๆ อย่าง หรือหลาย ๆ ออเดอร์แตกต่างตามช่วงเวลา

กำไรของพอร์ตการลงทุน = กำไรจาก EURUSD + กำไรจากทอง + ขาดทุนจากคริปโต+กำไร GBPUSD+ขาดทุนข้าวโพด

แสดงว่า ถ้าเราสามารถจัดพอร์ตลงทุนแบบที่ Ray ว่า คือสิ่งที่คนมักจะให้ความสนใจมากคือ กำไรที่มันทำได้ยากมากกว่า แต่ผู้คนกลับไม่สนใจเรื่องของการเลือกหุ้น (Alpha) ของผู้จัดการกองทุนหรือ ความสามารถในการเลือกสิ่งที่จะนำมาเทรด คำถามที่เรานำมาคิดต่อคือ

“แล้วเราต้องเทรดอะไรบ้าง ที่จะทนได้ทุกสภาพอากาศซึ่งเป็นการเลือกหุ้นค่าเงินเข้ามาเทรด ทำให้มันกำไร และที่สำคัญ มันต้องขึ้นและลงคนละเวลากันด้วย ไม่มีความสัมพันธ์กันโดยตรง”

มันทำให้เรานึกถึงค่า Correlation สำหรับการเทรด มันคือค่าความสัมพันธ์ของค่าเงิน 2 ค่าเงิน 2 ค่า โดยค่าความสัมพันธ์ของค่าเงินนี้ จะมีการกำหนดค่าที่ใช้คำนวณอยู่ หลังจากที่เราได้ทำการศึกษาและหาคำตอบแล้วพบว่า จะมีเพียงค่าไม่กี่ค่าเท่านั้นที่ทำให้ความสัมพันธ์ของค่าเงิน มีรูปแบบที่ชัดเจน

การมีความสัมพันธ์กันระหว่างค่าเงิน 2 ค่าเงิน เช่น ค่าเงิน EURUSD สัมพันธ์กับ ค่าเงิน CADJPY เท่ากับ – 30 หมายความว่า ค่าเงิน 2 ค่า เคลื่อนไหวตรงข้ามกันมีความคล้ายกันประมาณ 30 % นี่แหละ

ลองจำลองสถานการณ์ที่ Ray บอกว่า ถ้ามีตัวใดขึ้น อีกตัวหนึ่งจะลง ก็คงเป็นการจัดพอร์ตที่จะลงทุนในค่าเงินแบบนี้ นั่นจึงเป็นต้นแบบในการเทรดแบบ “ Passive Trading”

จากแนวคิดสู่วิธีการ

เงื่อนไขของ Ray มี 2 เงื่อนไข คือ จะต้องเคลื่อนไหวไม่เหมือนกันในช่วงเวลาแตกต่างกัน นั่นคือ ค่าเงิน 2 ค่าเงินนั้นต้องเคลื่อนไหวตรงข้ามกันในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน เพื่อให้สภาพแวดล้อมแตกต่างกัน สถานการณ์ ณ ช่วงเวลาหนึ่งแตกต่างกัน

และเงื่อนไขที่ 2 คือ การปรับพอร์ตโดยผู้บริหารจัดการเทรดเรียกว่า Alpha Trading คือเน้นไปที่การบริหารจัดการของผู้จัดการกองทุน หรือเทรดเดอร์ที่จะทำการคัดเลือกหุ้นและคอยปรับพอร์ตลงทุน

คำถามตัวโต ๆ ที่ต้องวงเล็บไว้ว่า

“แทนที่เราจะใช้เวลาช่วงเวลาใหญ่ ๆ สำหรับหลายปีแบบ Ray เราลดกรอบเวลาของมันลงจะได้ไหม?”

ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นการคิดต่อยอดจากระบบของ Ray กล่าวคือ การลงทุนแบบ Ray Dalio เป็นการลงทุนของกองทุน Hedge Fund ที่ใช้ระยะเวลายาวนานในการทำรอบ ปรับพอร์ตลงทุน มีการกำหนดความเสี่ยงปรับ Risk ซึ่งกินระยะเวลา 1 รอบของการปรับ Risk กว่า 10 ปี นั่นเพราะว่า

รอบของการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ คือสถานการณ์ แบบ Environmental Biases แบบ Ray มันกินเวลานาน 10 ปีกว่าจะเกิดครั้งหนึ่ง

“แล้วเราจะย่อ หรือ ทำการกำหนดกรอบเวลาใหม่ได้ไหม เช่น ระยะเวลา 1 อาทิตย์ หรือ 3 วันให้ครบ 1 รอบ” แล้วหาผลิตภัณฑ์ที่เคลื่อนไหวขึ้นลงไม่เหมือนกันในช่วงเวลา 1 อาทิตย์หรือ 3 วันนั้น

การตอบคำถามนี้หลัก ๆ คือ มันจะเกิดขึ้นในตลาดหุ้น ตลาด Forex ตลาดคริปโตได้หรือเปล่า นั่นเป็นสิ่งที่ Forexduck ได้ทำการศึกษาเรื่องนี้มาตลอด 3 ปี เราจึงทำการศึกษาค้นคว้าเรื่องความสัมพันธ์ Correlation ของค่าเงิน ผ่านค่าตัวแปรคณิตศาสตร์ต่าง ๆ โดยใช้ค่า Correlation ที่มีอยู่ทั่วไป ปรากฏว่า ค่าความสัมพันธ์ที่ใช้อยู่ในตลาดทั่วไปไม่ได้สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของราคา ทั้งนี้เพราะว่า แต่ละที่ใช้วิธีการคำนวณค่าความสัมพันธ์ที่แตกต่างกัน

บทความอื่น ๆ