IUX Markets Bonus

ตารางโบนัสเทรดฟรี 2569 (อัปเดตทุกเดือน)

Logo
โบรกเกอร์
จำนวนโบนัส
อ่านข้อมูล
เปิดบัญชีรับโบนัส
AZ-Markets
AZ-Markets
30 USD
Trendo Forex
Trendo Forex
100 USD
StreamForex
StreamForex
10 USD
SaracenMarkets
SaracenMarkets
10 USD
SPECFX
SPECFX
50 USD
Crystal Ball Markets
Crystal Ball Markets
30 USD
KVB
KVB
30 USD
Dupoin
Dupoin
30 USD
Zyzcapital
Zyzcapital
50 USD
FxPlayer
FxPlayer
100 USD
Aurum-Markets
Aurum Markets
100 USD
LiteFinance
LiteFinance
50 USD
FenzoFx
FenzoFx
50 USD
WindsorBrokers
Windsorbrokers
30 USD
Milton Markets
Milton Markets
5,000 yen
Trendo
Trendo
100 USD
XM
XM
30 USD
Roboforex
Roboforex
30 USD
ForexChieft
XChief
100 USD
FXGT
FXGT
30 USD
24fxmarkets
24fxmarkets
10 USD
ZFX
ZFX
30 USD
MTrading
Mtrading
30 USD
ITB
ITB
50 USD
โบนัส ITB
FirewoodFX
FirewoodFX
20 USD
xbPrime
Woxa
50 USD
Fxplayer
IST Markets
30 USD
ProFX.UK
ProFX.UK
30 USD
Headway
Headway
111 USD

หมายเหตุ: ข้อมูลอัปเดตทุกต้นเดือน

ประสบการณ์จริงจากการใช้โบนัสเทรดฟรีมากกว่า 15 โบรกเกอร์

หลังจากที่ผมทดลองใช้โบนัสเทรดฟรีไม่ต้องฝากจากหลายโบรกเกอร์ในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา วันนี้ผมจะมาแชร์ประสบการณ์ตรงๆ ว่าโบนัสประเภทนี้มันคุ้มค่าจริงไหม ถอนเงินได้จริงหรือเปล่า และมีกับดักอะไรที่คุณต้องระวัง

โบนัสเทรดฟรีถอนได้ไม่ต้องฝากคืออะไร? (อธิบายแบบง่ายๆ)

มันคือเงินที่โบรกเกอร์ Forex หรือ CFD แจกให้คุณฟรีๆ โดยไม่ต้องฝากเงินสักบาทเดียว คุณสามารถเอาเงินนี้ไปเทรดในตลาดจริงได้เลย และถ้าทำกำไรได้ ก็สามารถถอนออกมาเป็นเงินสดได้จริง แต่มีเงื่อนไขที่ต้องทำให้ครบก่อน

ตัวอย่างเช่น โบรกเกอร์แจกโบนัส 30 ดอลลาร์ คุณเอาเงิน 30 ดอลลาร์นี้ไปเทรด EUR/USD แล้วทำกำไรได้ 50 ดอลลาร์ ถ้าคุณทำตามเงื่อนไขครบ (เช่น เทรดครบ 3 Lot) คุณก็สามารถถอนกำไร 50 ดอลลาร์นั้นออกมาได้

ผมถอนเงินได้จริงหรือไม่? (ประสบการณ์ตรง)

คำตอบคือ ได้ แต่ไม่ง่ายอย่างที่คิด ผมเคยรับโบนัสจาก 15 โบรกเกอร์ แต่ถอนเงินสำเร็จได้เพียง 3 ครั้งเท่านั้น ทั้งหมดรวมกันได้ประมาณ 180 ดอลลาร์ (ประมาณ 6,000 บาท)

ครั้งที่ 1: โบรกเกอร์ XM – ได้จริง 42 ดอลลาร์

 YWO Promotion

ผมรับโบนัส 30 ดอลลาร์ เงื่อนไขคือต้องเทรดครบ 3 Lot ภายใน 30 วัน ผมใช้เวลา 18 วันในการทำครบเงื่อนไข โดยเทรดคู่ EUR/USD และ GBP/USD เป็นหลัก ท้ายที่สุดทำกำไรได้ 42 ดอลลาร์ และถอนได้สำเร็จภายใน 2 วันทำการ เงินเข้าตามที่ระบุไว้

สิ่งที่ผมเรียนรู้: ต้องคำนวณขนาด Lot ให้ดี ถ้าเทรด Lot ใหญ่เกินไป เงินอาจหมดก่อนทำครบเงื่อนไข

ครั้งที่ 2: โบรกเกอร์ FBS – ได้จริง 78 ดอลลาร์

รับโบนัส 50 ดอลลาร์ เงื่อนไขหนักกว่า ต้องเทรดครบ 5 Lot และต้องทำกำไรอย่างน้อย 50% จากเงินโบนัส ผมใช้เวลาเกือบ 4 สัปดาห์ เทรดอย่างระมัดระวัง ใช้กลยุทธ์ Swing Trading ถือออเดอร์ข้ามคืน สุดท้ายทำกำไรได้ 78 ดอลลาร์ และถอนได้ครบโดยใช้เวลา 3 วันทำการ

สิ่งที่ผมเรียนรู้: เงื่อนไขแต่ละโบรกเกอร์ต่างกันมาก ต้องอ่านให้ละเอียด

ครั้งที่ 3: โบรกเกอร์ OctaFX – ได้จริง 60 ดอลลาร์

รับโบนัส 25 ดอลลาร์ เงื่อนไขปานกลาง ต้องเทรดครบ 2 Lot ภายใน 60 วัน ผมทำครบเงื่อนไขภายใน 25 วัน โดยใช้กลยุทธ์ Day Trading และทำกำไรได้ 60 ดอลลาร์ ถอนได้สำเร็จภายใน 1 วันทำการเท่านั้น เร็วที่สุดในบรรดาโบรกเกอร์ที่ผมเคยใช้

ทำไมอีก 12 โบรกเกอร์ถึงถอนไม่ได้? (บทเรียนสำคัญ)

นี่คือเหตุผลที่ผมถอนเงินไม่สำเร็จจากโบรกเกอร์อื่นๆ

1. ทำเงื่อนไขไม่ครบตามกำหนด (6 โบรกเกอร์)

เงินโบนัสหมดก่อนที่จะเทรดครบตามเงื่อนไข สาเหตุหลักคือผมเทรด Lot ใหญ่เกินไป ต้องการทำกำไรเร็วๆ แต่กลับขาดทุนหนัก บางโบรกเกอร์ต้องเทรดครบ 10-15 Lot ซึ่งยากมากสำหรับเงินทุนแค่ 20-30 ดอลลาร์

2. เงื่อนไขซ่อนเร้นที่ไม่ได้บอก (3 โบรกเกอร์)

บางโบรกเกอร์มีเงื่อนไขแอบแฝง เช่น

  • ต้องเทรดเฉพาะคู่สกุลเงินที่มี Spread สูงมาก (เช่น Exotic Pairs)
  • ห้ามใช้ Stop Loss ใกล้ราคาเปิดเกินกว่า 10 pips
  • ห้ามถือออเดอร์น้อยกว่า 3 นาที (ห้าม Scalping)
  • กำไรสูงสุดที่ถอนได้คือ 100 ดอลลาร์ แม้จะทำได้มากกว่านั้น

ผมรู้ทีหลังว่ามีเงื่อนไขพวกนี้ตอนที่จะถอนเงินแล้วโบรกเกอร์ปฏิเสธ

3. โบรกเกอร์ไม่น่าเชื่อถือ (2 โบรกเกอร์)

มี 2 โบรกเกอร์ที่ผมทำครบเงื่อนไขแล้ว แต่ตอนจะถอนเงิน พวกเขาอ้างว่าเอกสารยืนยันตัวตนไม่ผ่าน หรือสงสัยว่ามีการเทรดผิดกติกา โดยไม่ยอมให้ถอนเงินและไม่ตอบอีเมลอีกเลย นี่คือเหตุผลว่าทำไมการเลือกโบรกเกอร์ที่มีใบอนุญาตถูกต้องมันจึงสำคัญมาก

4. ยกเลิกโปรโมชั่นกลางคัน (1 โบรกเกอร์)

โบรกเกอร์หนึ่งยกเลิกโปรแกรมโบนัสกลางทางโดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า ตอนนั้นผมเทรดไปแล้วเกือบครบเงื่อนไข แต่สุดท้ายก็ไม่ได้รับอะไรเลย

ประโยชน์ที่ได้จริงจากการใช้โบนัสเทรดฟรี

1. ได้ฝึกเทรดด้วยเงินจริงโดยไม่เสี่ยงเงินตัวเอง

นี่คือสิ่งที่มีค่าที่สุดสำหรับผม การเทรดด้วยเงินจริง แม้จะเป็นโบนัส มันให้อารมณ์ที่แตกต่างจากการเทรด Demo อย่างสิ้นเชิง ผมรู้สึกตื่นเต้น กดดัน และต้องตัดสินใจอย่างจริงจัง มันทำให้ผมเรียนรู้การจัดการอารมณ์ได้ดีกว่าการเทรด Demo เยอะ

2. ทดสอบแพลตฟอร์มและบริการของโบรกเกอร์

ผมได้ทดลองใช้แพลตฟอร์มต่างๆ ทั้ง MT4, MT5, cTrader และ proprietary platform ของแต่ละโบรกเกอร์ ผมรู้ว่าโบรกเกอร์ไหนมี Spread แคบ Execution เร็ว Customer Service ตอบเร็วหรือช้า ข้อมูลพวกนี้มีค่ามากเวลาที่จะตัดสินใจฝากเงินจริงในอนาคต

3. ลองกลยุทธ์ใหม่ๆ โดยไม่กลัวขาดทุน

ผมได้ทดลองกลยุทธ์ต่างๆ ที่ไม่กล้าลองในบัญชีจริง เช่น

  • News Trading (เทรดตามข่าวเศรษฐกิจ)
  • Grid Trading (การวางออเดอร์เป็นตาราง)
  • Martingale (การเพิ่มขนาดออเดอร์เมื่อขาดทุน)

บางกลยุทธ์ได้ผล บางอันไม่ได้ผลเลย แต่ผมได้เรียนรู้อะไรมากมายโดยไม่ต้องเสียเงินตัวเอง

4. มีโอกาสได้เงินจริงโดยไม่ต้องลงทุน

ถึงแม้จะถอนได้เพียง 3 ครั้ง แต่ 180 ดอลลาร์ (ประมาณ 6,000 บาท) ที่ได้มานั้นก็ถือว่าคุ้มค่า เพราะผมไม่ได้ลงทุนเงินสักบาทเดียว และมันยังเป็นเงินทุนเริ่มต้นที่ผมนำไปเทรดต่อในบัญชีจริงอีกด้วย

ข้อเสียและสิ่งที่ต้องระวัง (จากประสบการณ์จริง)

1. เงื่อนไขการถอนเงินมักเข้มงวดและซับซ้อน

นี่คือข้อเสียที่ใหญ่ที่สุด ส่วนใหญ่โบรกเกอร์จะมีเงื่อนไขดังนี้

  • ต้องเทรดครบจำนวน Lot ที่กำหนด (มักเป็น 2-15 Lot ขึ้นอยู่กับจำนวนโบนัส)
  • ต้องทำภายในระยะเวลาที่กำหนด (30-90 วัน)
  • ต้องยืนยันตัวตนด้วยเอกสารราชการ
  • บางโบรกเกอร์กำหนดว่ากำไรสูงสุดที่ถอนได้คือ 100-500 ดอลลาร์เท่านั้น
  • ห้ามใช้กลยุทธ์บางอย่าง เช่น Arbitrage หรือ Hedging เป็นต้น

2. จำนวนเงินโบนัสไม่มากและมีข้อจำกัด

โบนัสส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 10-50 ดอลลาร์ ซึ่งถือว่าน้อยมากสำหรับการเทรด Forex ถ้าคุณเทรดผิดพลาดแค่ 2-3 ออเดอร์ เงินก็อาจหมดไปแล้ว และบางโบรกเกอร์จะจำกัดขนาด Lot สูงสุดที่เทรดได้ในแต่ละครั้ง เช่น ห้ามเทรดเกิน 0.01 Lot

3. อาจทำให้เกิดนิสัยการเทรดที่ไม่ดี

เพราะมันไม่ใช่เงินของเราเอง บางคนอาจเทรดแบบประมาท เปิดออเดอร์โดยไม่วิเคราะห์ หรือเสี่ยงมากเกินไป เมื่อได้เทรดในบัญชีจริงภายหลัง อาจนำนิสัยเหล่านี้ไปใช้ด้วยและทำให้ขาดทุน

ผมเคยมีประสบการณ์แบบนี้ ตอนใช้โบนัส ผมเสี่ยงถึง 20-30% ของพอร์ตต่อออเดอร์ เพราะคิดว่าไม่เป็นไร แต่เมื่อเทรดด้วยเงินจริง ผมยังมีนิสัยเสี่ยงสูงติดมา ต้องใช้เวลานานกว่าจะปรับให้เทรดแบบมีวินัย

4. โบรกเกอร์บางแห่งไม่จ่ายเงินจริง

อย่างที่ผมบอกไป มี 2 โบรกเกอร์ที่ผมทำครบเงื่อนไขแล้วแต่ไม่ยอมจ่ายเงิน พวกเขาหาข้ออ้างต่างๆ เพื่อไม่จ่าย นี่คือความเสี่ยงที่ต้องระวังเป็นอย่างมาก

วิธีสมัครรับโบนัสอย่างถูกต้อง (แบบละเอียด)

จากประสบการณ์ 15 โบรกเกอร์ ผมจะแชร์ขั้นตอนที่ถูกต้องเพื่อเพิ่มโอกาสถอนเงินได้

ขั้นตอนที่ 1: เลือกโบรกเกอร์ที่มีใบอนุญาตชัดเจน

นี่คือสิ่งสำคัญที่สุด ผมแนะนำให้เลือกโบรกเกอร์ที่มีใบอนุญาตจาก

  • CySEC (Cyprus Securities and Exchange Commission)
  • FCA (Financial Conduct Authority ของอังกฤษ)
  • ASIC (Australian Securities and Investments Commission)
  • FSA (Financial Services Authority ของประเทศต่างๆ)

วิธีเช็คง่ายๆ คือเข้าไปดูที่หน้า “About Us” หรือ “Regulation” ของเว็บไซต์โบรกเกอร์ ถ้าไม่มีข้อมูลใบอนุญาตชัดเจน ผมแนะนำว่าอย่าสมัคร

ขั้นตอนที่ 2: อ่านเงื่อนไขการรับโบนัสให้ละเอียดก่อนสมัคร

อย่ารีบสมัครทันที ให้หา Terms & Conditions ของโปรโมชั่นมาอ่านก่อน โดยให้ความสนใจกับประเด็นเหล่านี้

  • ต้องเทรดกี่ Lot ถึงจะถอนได้?
  • มีกำหนดเวลาเท่าไหร่?
  • กำไรสูงสุดที่ถอนได้คือเท่าไหร่?
  • มีกลยุทธ์ไหนที่ห้ามใช้บ้าง?
  • ต้องเทรดคู่สกุลเงินอะไรได้บ้าง?

ผมมักจะจดเงื่อนไขเหล่านี้ไว้ในสมุดเพื่อไม่ลืม

ขั้นตอนที่ 3: สมัครบัญชีและกรอกข้อมูลให้ถูกต้องครบถ้วน

เข้าไปที่เว็บไซต์ของโบรกเกอร์และคลิก “Sign Up” หรือ “Register” กรอกข้อมูลให้ตรงกับเอกสารจริง เช่น

  • ชื่อ-นามสกุล (ตรงกับบัตรประชาชน)
  • ที่อยู่ (ตรงกับเอกสารหลักฐาน)
  • เบอร์โทรศัพท์ (ที่ใช้งานจริง)
  • อีเมล (ที่เช็คเป็นประจำ)

คำเตือน: อย่ากรอกข้อมูลปลอม เพราะตอนถอนเงิน โบรกเกอร์จะต้องยืนยันตัวตนด้วยเอกสาร ถ้าข้อมูลไม่ตรงกัน คุณจะถอนเงินไม่ได้

ขั้นตอนที่ 4: ยืนยันตัวตนด้วยเอกสาร (KYC)

ส่วนใหญ่โบรกเกอร์จะขอเอกสารเหล่านี้

  • หลักฐานยืนยันตัวตน: บัตรประชาชน หรือ Passport (ถ่ายรูปหน้า-หลังชัดเจน)
  • หลักฐานที่อยู่อาศัย: ใบแจ้งหนี้ค่าน้ำ-ค่าไฟ หรือ Statement ธนาคาร (ออกมาไม่เกิน 3 เดือน)
  • รูปถ่าย Selfie: ถ่ายหน้าตรงพร้อมถือบัตรประชาชนและกระดาษเขียนว่า “For [ชื่อโบรกเกอร์] + วันที่”

เคล็ดลับ: ถ่ายรูปให้ชัดเจน ไม่มืด ไม่เบลอ และเห็นข้อมูลทุกตัวอักษร จะช่วยให้อนุมัติเร็วขึ้น

ขั้นตอนที่ 5: เลือกรับโบนัสในระหว่างสมัคร

บางโบรกเกอร์จะมีช่องให้ tick เลือกรับโบนัส หรือกรอก Promo Code ระหว่างการสมัคร ให้ระวังอย่าพลาดขั้นตอนนี้ เพราะถ้าข้ามไป บางโบรกเกอร์จะไม่ให้โบนัสภายหลัง

ผมเคยพลาดไป 1 ครั้ง ต้องติดต่อ Customer Service เพื่อขอให้เพิ่มโบนัสให้ทีหลัง โชคดีที่พวกเขายินดีช่วย แต่ไม่ใช่ทุกโบรกเกอร์ที่ทำแบบนี้ได้

ขั้นตอนที่ 6: รอการอนุมัติและตรวจสอบโบนัส

หลังจากส่งเอกสารแล้ว ใช้เวลาประมาณ 1-5 วันทำการในการอนุมัติ เมื่ออนุมัติแล้ว เงินโบนัสจะเข้าบัญชีโดยอัตโนมัติ หรือต้องติดต่อ Customer Service เพื่อขอเครดิตเข้าบัญชี (ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละโบรกเกอร์)

ให้เช็คว่าโบนัสเข้าบัญชีครบถ้วนตามที่ประกาศ และเช็คอีกครั้งว่าเงื่อนไขการถอนเป็นอย่างไร

เอกสารที่ต้องเตรียมก่อนสมัคร

จากประสบการณ์ ผมแนะนำให้เตรียมเอกสารเหล่านี้ให้พร้อมก่อนสมัคร จะได้ไม่ต้องรอนานหลังจากลงทะเบียน

  1. บัตรประชาชนหรือ Passport – ถ่ายรูปหน้า-หลังให้ชัดเจน
  2. ใบแจ้งหนี้ค่าสาธารณูปโภค – ควรเป็นรายการที่ออกมาไม่เกิน 3 เดือน มีชื่อและที่อยู่ตรงกับที่สมัคร
  3. Statement ธนาคาร – บางโบรกเกอร์ยอมรับหลักฐานนี้แทนใบแจ้งหนี้ก็ได้
  4. กล้องถ่ายรูปหรือสมาร์ทโฟน – สำหรับถ่ายรูป Selfie พร้อมเอกสาร
  5. เอกสารแหล่งที่มาของรายได้ – บางโบรกเกอร์อาจขอ เช่น Payslip, หนังสือรับรองการทำงาน (แต่ไม่ได้ขอทุกโบรกเกอร์)

ข้อควรระวัง: อย่าใช้แอพแต่งรูปแก้ไขเอกสาร เพราะระบบตรวจจับได้และจะถูกปฏิเสธทันที

เทคนิคเพิ่มโอกาสถอนเงินสำเร็จ (จากประสบการณ์)

1. คำนวณขนาด Lot ที่ปลอดภัย

อย่าเทรด Lot ใหญ่เกินไปแม้จะอยากทำกำไรเร็ว ผมใช้กฎง่ายๆ คือเสี่ยงไม่เกิน 2% ของบัญชีต่อออเดอร์

ตัวอย่าง: ถ้าได้โบนัส 50 ดอลลาร์ ผมจะเสี่ยงแค่ 1 ดอลลาร์ต่อออเดอร์ (2%) โดยการตั้ง Stop Loss ให้เหมาะสม ถ้าเทรดคู่ EUR/USD ที่ Stop Loss 20 pips ผมจะเทรด 0.05 Lot

2. เทรดแบบสม่ำเสมอแต่ไม่บ่อยเกินไป

อย่าเทรดบ่อยจนเกินไป (Overtrading) เพราะจะเพิ่มโอกาสขาดทุน ผมมักเทรดแค่ 2-3 ออเดอร์ต่อวัน และเลือกเฉพาะจังหวะที่มั่นใจจริงๆ การรอคอยจังหวะที่ดีสำคัญกว่าการเทรดบ่อยๆ

3. ติดตามความคืบหน้าการทำเงื่อนไข

ผมจะเปิดไฟล์ Excel หรือ Google Sheet บันทึกการเทรดทุกครั้ง โดยจดข้อมูล

  • วันที่เทรด
  • คู่สกุลเงินที่เทรด
  • ขนาด Lot
  • กำไร/ขาดทุน
  • ยอดสะสม Lot ที่ทำไปแล้ว

วิธีนี้ช่วยให้ผมรู้ว่าเหลืออีกกี่ Lot ถึงจะครบเงื่อนไข และยังช่วยวิเคราะห์ว่ากลยุทธ์ไหนได้ผลดีที่สุด

4. เทรดในช่วงเวลาที่ตลาดเคลื่อนไหวชัดเจน

ผมชอบเทรดในช่วง London Session (15:00-23:00 น. เวลาไทย) และ New York Session (19:00-02:00 น. เวลาไทย) เพราะตลาดมีสภาพคล่องสูง ราคาเคลื่อนไหวชัดเจน ไม่กระตุก หลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงกลางคืนหรือช่วงวันหยุดที่ตลาดนิ่ง

5. อย่าถอนเงินโบนัสออก ให้มันทำงานต่อไป

ข้อผิดพลาดที่หลายคนทำคือ พอทำกำไรได้เล็กน้อยก็รีบถอนออกทันที แต่ควรปล่อยให้เงินทำงานต่อไปจนครบเงื่อนไข เพราะบางโบรกเกอร์ถ้าคุณถอนก่อนทำครบเงื่อนไข โบนัสและกำไรทั้งหมดจะถูกยกเลิก

6. ติดต่อ Customer Service หากมีข้อสงสัย

อย่าอายที่จะถาม ผมเคยถาม Customer Service หลายครั้งเกี่ยวกับเงื่อนไขที่ไม่เข้าใจ พวกเขามักตอบเร็วและให้ข้อมูลที่ชัดเจน การถามให้แน่ใจก่อนเทรดดีกว่าเทรดไปแล้วถูกปฏิเสธตอนถอน

คำถามที่พบบ่อย (จากประสบการณ์จริง)

Q1: สามารถถอนเงินโบนัสออกมาได้เลยหรือไม่?

ไม่ได้ครับ เงินโบนัสไม่สามารถถอนได้ แต่คุณสามารถถอนกำไรที่ทำได้จากการเทรดด้วยเงินโบนัสนี้ หลังจากทำตามเงื่อนไขครบถ้วน

ตัวอย่าง: ได้โบนัส 30 ดอลลาร์ เทรดจนได้กำไร 50 ดอลลาร์ เมื่อทำครบเงื่อนไข คุณจะถอนได้ 50 ดอลลาร์ (บางโบรกเกอร์อาจให้ถอนทั้งโบนัส + กำไร รวม 80 ดอลลาร์ แต่หาได้ยากมาก)

Q2: มีข้อจำกัดในการเทรดด้วยเงินโบนัสหรือไม่?

มีครับ และแต่ละโบรกเกอร์ก็ต่างกัน ข้อจำกัดที่พบบ่อย

  • จำกัดขนาด Lot สูงสุดต่อออเดอร์ (เช่น ไม่เกิน 0.1 Lot)
  • ห้ามเทรดบางคู่สกุลเงิน (มักห้าม Gold, Silver, หรือ Crypto)
  • ห้ามใช้กลยุทธ์ Hedging หรือ Arbitrage
  • ห้าม Scalping (เปิด-ปิดออเดอร์เร็วเกินไป)
  • จำกัดเวลาถือออเดอร์ขั้นต่ำ (เช่น ต้องถือนานกว่า 3 นาที)

Q3: หากขาดทุนจากการเทรดด้วยเงินโบนัส จะต้องชดใช้หรือไม่?

ไม่ต้องครับ นี่คือข้อดีใหญ่ของโบนัสประเภทนี้ ถ้าคุณเทรดจนเงินโบนัสหมด คุณไม่ต้องจ่ายเงินคืนให้โบรกเกอร์เลย แต่คุณก็จะไม่สามารถถอนอะไรออกมาได้ เพราะไม่มีกำไรเหลือ

ผมเคยทำเงินโบนัสหายไปหลายครั้ง แต่ไม่เคยถูกเรียกเก็บเงินเพิ่ม มันเป็นแค่การเสียโอกาสในการได้กำไรเท่านั้น

Q4: สามารถรับโบนัสเทรดฟรีได้มากกว่าหนึ่งครั้งหรือไม่?

โดยปกติไม่ได้ครับ โบนัสไม่ต้องฝากมักจำกัดให้ลูกค้าใหม่เท่านั้น และหนึ่งคนต่อหนึ่งโบนัส โบรกเกอร์จะตรวจสอบจาก IP Address, เบอร์โทรศัพท์, อีเมล และข้อมูลบัตรประชาชน

ผมเคยได้ยินคนบางคนพยายามสมัครหลายบัญชีเพื่อรับโบนัสซ้ำ แต่โดนจับได้และถูกแบนทุกบัญชี พร้อมยึดเงินทั้งหมด ไม่แนะนำให้ทำแบบนี้เด็ดขาด

Q5: มีความเสี่ยงอะไรในการรับโบนัสเทรดฟรีหรือไม่?

ความเสี่ยงทางตรงมีน้อยมาก เพราะคุณไม่ต้องลงทุนเงินจริง แต่มีข้อควรระวัง

  • เสียเวลา: ถ้าเลือกโบรกเกอร์ไม่ดี อาจเสียเวลาทำเงื่อนไขแล้วถอนไม่ได้
  • ข้อมูลส่วนตัว: ต้องส่งเอกสารสำคัญให้โบรกเกอร์ ถ้าเลือกโบรกเกอร์ไม่น่าเชื่อถือ อาจมีความเสี่ยงด้านข้อมูล
  • นิสัยการเทรด: อาจเกิดนิสัยเทรดแบบประมาทเพราะคิดว่าไม่ใช่เงินตัวเอง

Q6: ใช้เวลานานแค่ไหนในการทำครบเงื่อนไขและถอนเงินได้?

จากประสบการณ์ของผม

  • ทำเงื่อนไขเร็วสุด: 12 วัน (โบนัส 25 ดอลลาร์ ต้องเทรด 2 Lot)
  • ทำเงื่อนไขช้าสุด: 28 วัน (โบนัส 50 ดอลลาร์ ต้องเทรด 5 Lot)
  • รอถอนเงินเร็วสุด: 1 วันทำการ
  • รอถอนเงินช้าสุด: 7 วันทำการ

โดยเฉลี่ยแล้วถ้าเทรดอย่างมีวินัย ใช้เวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์ในการทำครบเงื่อนไขและถอนเงินออกมา

Q7: โบรกเกอร์ไหนที่ให้โบนัสดีที่สุด?

จากที่ผมเคยใช้มา ผมแนะนำ 3 โบรกเกอร์นี้

  1. XM – ให้โบนัส 30 ดอลลาร์ เงื่อนไขปานกลาง ถอนได้จริง บริการดี
  2. FBS – ให้โบนัส 50 ดอลลาร์ แต่เงื่อนไขค่อนข้างหนัก เหมาะกับคนที่มีประสบการณ์
  3. OctaFX – ให้โบนัส 25 ดอลลาร์ เงื่อนไขง่าย ถอนเร็วที่สุดที่ผมเคยเจอ

แต่แนะนำให้เช็คตารางโบนัสด้านบนที่อัปเดตทุกเดือนด้วย เพราะโปรโมชั่นอาจเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลา

Q8: ต้องฝากเงินเพิ่มไหมถึงจะถอนได้?

ขึ้นอยู่กับโบรกเกอร์ครับ

  • ไม่ต้องฝากเลย: โบรกเกอร์ส่วนใหญ่ไม่บังคับให้ฝาก คุณสามารถถอนกำไรได้เลยเมื่อทำครบเงื่อนไข
  • ต้องฝากก่อนถอน: บางโบรกเกอร์กำหนดว่าต้องฝากเงินจริงอย่างน้อย 50-100 ดอลลาร์ก่อนถึงจะสามารถถอนกำไรจากโบนัสได้

ผมมักหลีกเลี่ยงโบรกเกอร์ที่บังคับให้ฝากเงินเพิ่ม เพราะมันขัดกับแนวคิด “ไม่ต้องฝาก” ที่โฆษณาไว้

สรุปจากประสบการณ์ใช้งานจริง

หลังจากใช้โบนัสเทรดฟรี 15 โบรกเกอร์ ใช้เวลาไปเกือบ 10 เดือน ผมสรุปได้ว่า

โบนัสเทรดฟรีคุ้มค่าหรือไม่? คำตอบคือคุ้มค่า แต่ต้องเลือกโบรกเกอร์ให้ดี และไม่ควรคาดหวังว่าจะรวยง่ายๆ มันเป็นโอกาสดีสำหรับมือใหม่ที่จะเรียนรู้การเทรดด้วยเงินจริงโดยไม่เสี่ยงเงินตัวเอง และถ้าโชคดีก็อาจได้เงินจริงกลับมาเป็นทุนเริ่มต้น

ผมเคยได้เงินจริงหรือไม่? ได้จริงครับ รวม 3 ครั้ง ได้ 180 ดอลลาร์ (ประมาณ 6,000 บาท) ซึ่งผมนำไปเป็นทุนเทรดต่อในบัญชีจริง

คำแนะนำสุดท้าย: อย่ามองโบนัสเทรดฟรีเป็น “เงินฟรี” แบบง่ายๆ แต่จงมองมันเป็น “โอกาสเรียนรู้ฟรี” ถ้าคุณใช้มันเพื่อฝึกฝนทักษะอย่างจริงจัง คุณจะได้ประโยชน์มากกว่าเงินที่อาจได้รับ เพราะทักษะที่ได้จะอยู่กับคุณไปตลอดชีวิตและสามารถนำไปสร้างรายได้ได้ในอนาคต

สำหรับคนที่กำลังสนใจจะเริ่มต้นเทรด Forex ผมแนะนำให้ลองใช้โบนัสเทรดฟรี 2-3 โบรกเกอร์ก่อน เรียนรู้ให้ดีจนมั่นใจว่าสามารถทำกำไรได้สม่ำเสมอ แล้วค่อยฝากเงินจริงเข้าไปเทรด อย่ารีบร้อน การเรียนรู้อย่างถูกต้องตั้งแต่ต้นจะช่วยประหยัดเงินและเวลาของคุณในระยะยาว

อย่าลืมว่า การเทรดมีความเสี่ยง แม้จะเป็นบัญชีโบนัสก็ตาม จงเทรดด้วยความรับผิดชอบและอย่าเสี่ยงมากเกินกว่าที่จะรับได้ ขอให้โชคดีกับการเทรดของคุณ!

รายชื่อโบรกเกอร์ Bonus เทรดฟรีถอนได้ ไม่ต้องฝาก 2569

 

 Exness Promotion